วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2566

ปลูกมันเทศญี่ปุ่นให้ประสบความสำเร็จ ด้วย ออร์แกนิคโซลูชั่น เอแพล้น และ บิ๊กไซส์

 

เกษตรกรไทยหลายคนประสบความสำเร็จในการปลูกมันเทศญี่ปุ่น เนื่องจากมีรสชาติหวานอร่อย นิยมรับประทานเป็นขนมหวานและอาหารคาวต่างๆ อีกทั้งยังเป็นพืชที่ปลูกง่าย ดูแลไม่ยาก และสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี

จากผลการสำรวจของกรมส่งเสริมการเกษตร พบว่ามีเกษตรกรที่ปลูกมันเทศญี่ปุ่นทั่วประเทศกว่า 10,000 ราย โดยพื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


เกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการปลูกมันเทศญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีปัจจัยร่วมกันดังนี้

  • เลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และความต้องการตลาด
  • เตรียมดินให้เหมาะสมก่อนปลูก
  • ใส่ปุ๋ยอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ
  • ดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด
  • เก็บเกี่ยวผลผลิตในเวลาที่เหมาะสม


เกษตรกรที่ปลูกมันเทศญี่ปุ่นสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ราคาดี โดยเฉลี่ยกิโลกรัมละ 80-100 บาท สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นจำนวนมาก

เกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการปลูกมันเทศญี่ปุ่น ได้แก่

  • คุณวิวัฒน์ ศรีกระสัง หรือพี่ติ๊ก ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์เมืองย่าโม เจ้าของสวนมันหวานญี่ปุ่น 70 ไร่ ที่อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา สามารถสร้างรายได้จากการปลูกมันเทศญี่ปุ่นได้เดือนละกว่าหลักแสนถึงหลักล้านบาท
  • คุณเทวินทร์ จันทวงค์ หรือคุณเท เจ้าของสวนนายเท มันหวานญี่ปุ่น ปากน้ำปราณ เจ้าของสวนมันหวานญี่ปุ่น 4 ไร่ ที่อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สามารถสร้างรายได้จากการปลูกมันหวานญี่ปุ่นได้ไร่ละกว่า 4 ตัน
  • คุณจีรศักดิ์ สาที หรือคุณจิมมี่ เจ้าของสวนมันหวานญี่ปุ่น ไร่นายจิม เจ้าของสวนมันหวานญี่ปุ่น 5 ไร่ ที่อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น สามารถสร้างรายได้จากการปลูกมันหวานญี่ปุ่นได้เดือนละกว่า 50,000 บาท


เกษตรกรที่สนใจปลูกมันเทศญี่ปุ่นสามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกมันเทศญี่ปุ่นได้จากแหล่งต่างๆ เช่น ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยต่างๆ และเว็บไซต์ต่างๆ

การปลูกมันเทศญี่ปุ่นเป็นอาชีพที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรที่ต้องการสร้างรายได้และความมั่นคงให้กับครอบครัว

ออร์แกนิคโซลูชั่น เอแพล้น และ บิ๊กไซส์ เป็นสารเร่งชีวภาพ 2 ชนิด ที่สามารถใช้ร่วมกันเพื่อเพิ่มผลผลิตมันเทศญี่ปุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเอแพล้นจะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของรากและลำต้น ในขณะที่บิ๊กไซส์จะช่วยเพิ่มขนาดของหัวมันเทศ

วิธีการใช้
  1. เตรียมแปลงปลูก โดยไถพรวนดินให้ร่วนซุย และใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงไป อัตรา 2-3 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
  2. ขุดหลุมปลูก ขนาด 50x50x50 เซนติเมตร ห่างกันประมาณ 1 เมตร
  3. นำยอดมันเทศญี่ปุ่นมาปลูกลงในหลุม โดยฝังให้ลึกประมาณ 3-5 เซนต์ กลบดินให้มิด
  4. รดน้ำให้ชุ่ม
  5. ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเพิ่มเติม อัตรา 1 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ทุกๆ 3-4 สัปดาห์
  6. ฉีดพ่นออร์แกนิคโซลูชั่น เอแพล้น อัตรา 4 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ทุกๆ 7-10 วัน
  7. ฉีดพ่นออร์แกนิคโซลูชั่น บิ๊กไซส์ อัตรา 6 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ทุกๆ 15-20 วัน


ประโยชน์ของการใช้ออร์แกนิคโซลูชั่น เอแพล้น และ บิ๊กไซส์

  • ช่วยให้ต้นมันเทศญี่ปุ่นเจริญเติบโตได้ดี
  • เพิ่มขนาดของหัวมันเทศ
  • ต้านทานโรคและแมลง
  • ผลผลิตเพิ่มขึ้น

ข้อควรระวัง

  • ไม่ควรฉีดพ่นสารเร่งชีวภาพในช่วงที่มีแดดจัด
  • ควรสวมถุงมือและหน้ากากป้องกันขณะฉีดพ่น

ตัวอย่างผลการทดลอง

จากการทดลองปลูกมันเทศญี่ปุ่นโดยใช้ออร์แกนิคโซลูชั่น เอแพล้น และ บิ๊กไซส์ พบว่า หัวมันเทศมีขนาดใหญ่ขึ้น น้ำหนักเพิ่มขึ้น และทนทานต่อโรคและแมลงได้ดีขึ้น


การปลูกมันเทศญี่ปุ่นให้ประสบความสำเร็จนั้น สามารถทำได้โดยใช้สารออร์แกนิคโซลูชั่น เอแพล้น และ บิ๊กไซส์ เพื่อช่วยส่งเสริมการเติบโตของพืชมันเทศ ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของรากและลำต้น ทำให้หัวมันเทศมีขนาดใหญ่ขึ้น น้ำหนักเพิ่มขึ้น และทนต่อโรคได้ดีขึ้น

การใช้ออร์แกนิคโซลูชั่น เอแพล้น และ บิ๊กไซส์

การใช้ออร์แกนิคโซลูชั่น เอแพล้น และ บิ๊กไซส์ จะช่วยส่งเสริมการเติบโตของพืชมันเทศ ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของรากและลำต้น ทำให้หัวมันเทศมีขนาดใหญ่ขึ้น น้ำหนักเพิ่มขึ้น และทนต่อโรคได้ดีขึ้น โดยให้ใช้ดังนี้


  • ออร์แกนิคโซลูชั่น เอแพล้น

ใช้ฉีดพ่นทางใบทุกๆ 7-10 วัน อัตรา 10 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร

  • ออร์แกนิคโซลูชั่น บิ๊กไซส์

ใช้ฉีดพ่นทางใบทุกๆ 7-10 วัน อัตรา 10 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร

ข้อควรระวัง

  • ไม่ควรใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชหรือโรคพืช เพราะอาจปนเปื้อนสู่หัวมันเทศได้

  • ไม่ควรเก็บเกี่ยวหัวมันเทศในช่วงที่มีฝนตก เพราะจะทำให้หัวมันเทศเน่าเสียได้ง่าย

เคล็ดลับการปลูกมันเทศญี่ปุ่นให้ประสบความสำเร็จ

  • เลือกพื้นที่ปลูกที่มีแสงแดดส่องถึงตลอดวัน

  • ปลูกในฤดูฝนหรือฤดูร้อน เพราะจะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

  • ดูแลรักษาแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ

  • ใส่ปุ๋ยบำรุงให้เพียงพอ

  • กำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ

  • จับหัวมันเทศให้ถูกต้อง

  • เก็บเกี่ยวหัวมันเทศเมื่อสุกเต็มที่


หากปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้น ก็จะช่วยให้การปลูกมันเทศญี่ปุ่นของคุณประสบความสำเร็จ และได้รับผลผลิตที่มีคุณภาพดี

วันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566

พืชเมื่อสังเคราะห์แสงได้สมบูรณ์ ผลผลิตก็ดีมากขึ้นไปได้อีก

 


พืชเมื่อสังเคราะห์แสงได้สมบูรณ์ ผลผลิตก็ดีมากขึ้น เนื่องมาจากผลผลิตของพืชส่วนใหญ่เป็นคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเกิดจากการสังเคราะห์แสง กระบวนการสังเคราะห์แสงของพืชใช้น้ำและคาร์บอนไดออกไซด์เป็นวัตถุดิบ โดยใช้แสงและคลอโรฟิลล์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์คือ กลูโคส น้ำ และออกซิเจน

กลูโคสเป็นสารตั้งต้นในการสร้างสารประกอบอินทรีย์อื่นๆ ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช เช่น โปรตีน ไขมัน แป้ง น้ำตาล ฮอร์โมน เป็นต้น ดังนั้น เมื่อพืชสังเคราะห์แสงได้สมบูรณ์ จึงมีกลูโคสมากพอที่จะใช้ในการเจริญเติบโตของพืช ทำให้พืชมีผลผลิตที่ดีมากขึ้น

นอกจากนี้ การสังเคราะห์แสงยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมแร่ธาตุของพืชอีกด้วย เนื่องจากกลูโคสที่เกิดจากการสังเคราะห์แสงจะช่วยกระตุ้นการทำงานของรากพืชในการดูดซึมแร่ธาตุ ทำให้พืชได้รับแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตอย่างเพียงพอ

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสังเคราะห์แสงของพืช ได้แก่

  • แสง แสงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่อการสังเคราะห์แสง หากพืชได้รับแสงไม่เพียงพอ การสังเคราะห์แสงก็จะไม่สมบูรณ์
  • น้ำ น้ำเป็นวัตถุดิบที่สำคัญต่อการสังเคราะห์แสง หากพืชขาดน้ำ การสังเคราะห์แสงก็จะไม่สมบูรณ์เช่นกัน
  • คาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์เป็นวัตถุดิบที่สำคัญต่อการสังเคราะห์แสง หากพืชขาดคาร์บอนไดออกไซด์ การสังเคราะห์แสงก็จะไม่สมบูรณ์เช่นกัน
  • อุณหภูมิ อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการสังเคราะห์แสงอยู่ระหว่าง 20-30 องศาเซลเซียส
  • แร่ธาตุบางชนิด แร่ธาตุบางชนิด เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม จำเป็นต่อการสังเคราะห์แสง หากพืชขาดแร่ธาตุเหล่านี้ การสังเคราะห์แสงก็จะไม่สมบูรณ์เช่นกัน

เกษตรกรสามารถส่งเสริมให้พืชสังเคราะห์แสงได้สมบูรณ์มากขึ้น โดยการปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการสังเคราะห์แสง เช่น การให้แสงแดดเพียงพอ การให้น้ำอย่างเพียงพอ การควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม และการให้ปุ๋ยที่มีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการสังเคราะห์แสงอย่างเพียงพอ


ออร์แกนิคโซลูชั่น "วันเดอร์ฟูล" และ "วินโกรท" เป็นตัวช่วยที่ทำให้พืชเมื่อสังเคราะห์แสงได้สมบูรณ์ โดย "วันเดอร์ฟูล" จะช่วยบำรุงรากและใบ ทำให้พืชใบเขียวเข้ม ต้นแข็งแรง สร้างภูมิคุ้มกันให้กับพืช ทำให้พืชต้านทานโรคและแมลงได้ดี ส่วน "วินโกรท" ช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี เร่งดอก เร่งผล ทำให้พืชออกดอกดก ติดผลดก เก็บได้นานขึ้น

การสังเคราะห์แสงเป็นกระบวนการที่พืชใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์เพื่อสร้างอาหารจากคาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ กระบวนการนี้มีความสำคัญต่อพืชอย่างมาก เนื่องจากเป็นกระบวนการที่พืชใช้ในการสร้างอาหารและพลังงานให้กับตัวเอง กระบวนการสังเคราะห์แสงจะสมบูรณ์ได้หากพืชได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการสังเคราะห์แสง ซึ่งได้แก่ แสงแดด น้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ และธาตุอาหารต่างๆ

ออร์แกนิคโซลูชั่น "วันเดอร์ฟูล" และ "วินโกรท" จะช่วยเสริมสร้างความสมบูรณ์ให้กับพืชในการสังเคราะห์แสง ดังนี้

  • วันเดอร์ฟูล จะช่วยบำรุงรากและใบ ทำให้พืชได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการสังเคราะห์แสงมากขึ้น ส่งผลให้พืชมีใบเขียวเข้ม ต้นแข็งแรง สร้างภูมิคุ้มกันให้กับพืช ทำให้พืชต้านทานโรคและแมลงได้ดี
  • วินโกรท จะช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืช ทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดี เร่งดอก เร่งผล ทำให้พืชออกดอกดก ติดผลดก เก็บได้นานขึ้น


เมื่อพืชได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการสังเคราะห์แสงอย่างครบถ้วน กระบวนการสังเคราะห์แสงก็จะสมบูรณ์ ส่งผลให้พืชเจริญเติบโตได้ดี แข็งแรง ต้านทานโรคและแมลง ผลผลิตมีคุณภาพดี และเก็บรักษาได้นานขึ้น

ประโยชน์ของการใช้ออร์แกนิคโซลูชั่น "วันเดอร์ฟูล" และ "วินโกรท" ในการช่วยพืชสังเคราะห์แสงได้สมบูรณ์ ได้แก่

  • ช่วยให้พืชใบเขียวเข้ม ต้นแข็งแรง
  • ช่วยให้พืชต้านทานโรคและแมลงได้ดี
  • ช่วยให้พืชออกดอกดก ติดผลดก
  • ช่วยให้ผลผลิตมีคุณภาพดี
  • ช่วยให้ผลผลิตเก็บรักษาได้นานขึ้น

การใช้ออร์แกนิคโซลูชั่น "วันเดอร์ฟูล" และ "วินโกรท" จะช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี แข็งแรง ต้านทานโรคและแมลง ผลผลิตมีคุณภาพดี และเก็บรักษาได้นานขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้บริโภค


ออร์แกนิคโซลูชั่น "วันเดอร์ฟูล" และ "วินโกรท" ใช้ได้กับพืชทุกชนิดที่ต้องการเพิ่มผลผลิต โดยทั้งสองผลิตภัณฑ์มีส่วนผสมจากสารอาหารธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อพืช เช่น กรดอะมิโน วิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมนพืช เป็นต้น สารอาหารเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับพืช ช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี ออกดอกออกผลดก และมีคุณภาพดีขึ้น

"วันเดอร์ฟูล" เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช ช่วยให้พืชแข็งแรง ทนทานต่อโรคและแมลง ออกดอกออกผลดก และมีคุณภาพดีขึ้น เหมาะสำหรับพืชทุกชนิดที่ต้องการเพิ่มผลผลิต

"วินโกรท" เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืช ช่วยให้พืชเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ออกดอกออกผลเร็วขึ้น และมีคุณภาพดีขึ้น เหมาะสำหรับพืชที่ต้องการเร่งผลผลิต เช่น พืชผักสวนครัว ไม้ดอก ไม้ประดับ เป็นต้น

ทั้งนี้ การใช้ออร์แกนิคโซลูชั่น "วันเดอร์ฟูล" และ "วินโกรท" จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของพืชและผู้ใช้

รายละเอียดของประโยชน์ของออร์แกนิคโซลูชั่น "วันเดอร์ฟูล" และ "วินโกรท" สำหรับพืชแต่ละชนิด

  • พืชผักสวนครัว : ช่วยเพิ่มผลผลิต รสชาติ และคุณภาพของผัก
  • ไม้ดอก : ช่วยเพิ่มจำนวนดอก ระยะเวลาออกดอก และคุณภาพของดอก
  • ไม้ประดับ : ช่วยเพิ่มขนาดและสีสันของใบไม้ ดอก และผล
  • ผลไม้ : ช่วยเพิ่มขนาด น้ำหนัก และรสชาติของผลไม้


อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อผลผลิตของพืช เช่น สภาพดิน แสงแดด น้ำ และปุ๋ย การเลือกใช้ออร์แกนิคโซลูชั่น "วันเดอร์ฟูล" และ "วินโกรท" ร่วมกับปัจจัยอื่นๆ เหล่านี้ จะช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่และเพิ่มผลผลิตได้สูงสุด

กลับ

วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2566

เบื่อชีวิตลูกจ้าง คืนถิ่นบ้านเกิด ปลูกมันเทศมีรายได้ดีกว่า



คุณสมชาย พลจันทึก หนุ่มวัย 35 ปี ใช้ชีวิตเป็นลูกจ้างโรงงานแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ มานานกว่า 10 ปี รายได้ดี สวัสดิการครบครัน แต่กลับรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตที่จำเจ ไม่มีอิสระ

วันหนึ่ง คุณสมชายได้มีโอกาสกลับบ้านเกิดที่จังหวัดนครราชสีมา ได้เห็นชาวบ้านในชุมชนปลูกมันเทศกันอย่างคึกคัก ผลผลิตที่ได้แต่ละปีก็ขายได้ราคาดี จึงเกิดความคิดที่จะกลับมาปลูกมันเทศที่บ้านเกิด

คุณสมชายเริ่มศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกมันเทศอย่างละเอียด ใช้เวลาประมาณ 1 ปี ในการวางแผนและเตรียมความพร้อม เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว จึงเริ่มลงมือปลูกมันเทศบนพื้นที่ 10 ไร่

ในช่วงแรก คุณสมชายต้องเผชิญกับปัญหามากมาย ทั้งดินที่ไม่เหมาะสม โรคและแมลงศัตรูพืช แต่ด้วยใจรักและความมุ่งมั่น ในที่สุด คุณสมชายก็สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ไปได้

หลังจากปลูกมันเทศมาได้ 3 ปี คุณสมชายก็เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ผลผลิตที่ได้แต่ละปีมีปริมาณมาก และขายได้ราคาดี สามารถสร้างรายได้ให้มากกว่าตอนที่เป็นลูกจ้างโรงงานหลายเท่า

คุณสมชายบอกว่า การปลูกมันเทศเป็นอาชีพที่เหนื่อยกายแต่สบายใจ ได้ทำในสิ่งที่รัก และสามารถสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้อย่างมั่นคง

คุณสมชายเป็นตัวอย่างของคนที่กล้าลงมือทำตามความฝัน แม้จะเจออุปสรรคมากมาย แต่ก็ไม่ย่อท้อ ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทำ

เคล็ดลับการปลูกมันเทศให้ได้ผลดี

การปลูกมันเทศให้ได้ผลดีนั้น จำเป็นต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ และการปฏิบัติอย่างถูกวิธี เคล็ดลับสำคัญมีดังนี้

  • เลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และความต้องการของตลาด
  • เตรียมดินให้เหมาะสม โดยการไถพรวนให้ลึก ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก
  • ปลูกมันเทศในช่วงฤดูฝน เพื่อให้มีความชื้นเพียงพอ
  • ดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ รดน้ำให้เพียงพอ กำจัดวัชพืชและโรคและแมลงศัตรูพืช

หากปฏิบัติตามเคล็ดลับเหล่านี้ ก็จะสามารถปลูกมันเทศให้ได้ผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพได้

คุณสมชาย เกษตรกรผู้ปลูกมันเทศมากประสบการณ์ ยังเล่าเคล็ดลับการปลูกมันเทศให้หัวดก หัวใหญ่ โดยใช้สารออร์แกนิคโซลลูชั่น เอแพล้น และบิ๊กไซส์ ดังนี้

การเตรียมดิน

ดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกมันเทศคือดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี อุดมไปด้วยธาตุอาหาร คุณสมชายจึงทำการไถพรวนดินให้ร่วนซุย แล้วใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้กับดิน

การปลูก

คุณสมชายปลูกมันเทศในช่วงฤดูฝน โดยนำยอดมันเทศพันธุ์ดีมาปลูกในหลุมที่ขุดลึกประมาณ 10 เซนติเมตร างยอดมันเทศลงหลุม ฝังดินให้ลึกประมาณ 2-3 ข้อ รดน้ำ ที่ผสมกับ เอแพล้น ตามอัตราส่วน ที่กำหนดให้ชุ่ม

การให้น้ำ

คุณสมชายให้น้ำแก่มันเทศอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่มันเทศกำลังเจริญเติบโต

การให้ปุ๋ย

คุณสมชายให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ให้กับมันเทศทุก 1 เดือน ในช่วงที่มันเทศกำลังเจริญเติบโต โดยให้ทางดินหรือฉีดพ่นทางใบ

การกำจัดวัชพืช

คุณสมชาย กำจัดวัชพืชที่ขึ้นบริเวณรอบๆ ต้นมันเทศอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มันเทศได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่

การป้องกันโรคและแมลง

คุณสมชายฉีดพ่นสารเคมีป้องกันโรคและแมลงให้กับมันเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้มันเทศเกิดโรคและแมลงรบกวนโดยใช้ สมุนไพรสกัด แคสทาเลีย


การเก็บเกี่ยว

คุณสมชายเก็บเกี่ยวมันเทศเมื่อใบของมันเทศเริ่มเหี่ยวและร่วงหล่น โดยทำการถอนต้นมันเทศขึ้นมาทั้งต้น แล้วนำไปล้างทำความสะอาด ตัดหัวมันเทศออก และนำไปตากให้แห้ง

การใช้สารออร์แกนิคโซลลูชั่น เอแพล้น และบิ๊กไซส์

คุณสมชายใช้สารออร์แกนิคโซลลูชั่น เอแพล้น และบิ๊กไซส์ เพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของหัวมันเทศ โดยฉีดพ่นทางใบหรือให้ทางดิน


gรออร์แกนิคโซลลูชั่น เอแพล้น ฉีดพ่นทางใบทุก 7-10 วัน ในช่วงที่มันเทศกำลังเจริญเติบโต เพื่อช่วยในการแตกกิ่งก้านและใบ
สารบิ๊กไซส์ ออร์แกนิคโซลูชั่น ฉีดพ่นทางดินหรือให้ทางใบทุก 7-10 วัน ในช่วงที่มันเทศกำลังเจริญเติบโต เพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของหัวมันเทศ

จากการใช้สารออร์แกนิคโซลลูชั่น เอแพล้น และบิ๊กไซส์ คุณสมชายพบว่ามันเทศมีหัวดก หัวใหญ่ น้ำหนักเพิ่มขึ้น และทนต่อโรคได้ดีขึ้น


เคล็ดลับเพิ่มเติม

นอกจากการใช้สารออร์แกนิคโซลลูชั่น เอแพล้น และบิ๊กไซส์ แล้ว คุณสมชายยังมีเคล็ดลับเพิ่มเติมในการปลูกมันเทศให้หัวดก หัวใหญ่ ดังนี้

  • เลือกปลูกมันเทศพันธุ์ดี
  • ปลูกมันเทศในดินที่เหมาะสม
  • ดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ

สรุป

การปลูกมันเทศให้หัวดก หัวใหญ่ สามารถทำได้โดยใช้สารออร์แกนิคโซลลูชั่น เอแพล้น และบิ๊กไซส์ ร่วมกับการดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของหัวมันเทศได้

กลับ

การปลูกมันเทศ ให้ได้ผลผลิตสูง ด้วยสารออร์แกนิคโซลูชั่น


มันเทศเป็นพืชที่ปลูกง่ายและทนทานต่อสภาพอากาศได้ดี นิยมปลูกในฤดูฝนหรือฤดูร้อน การเตรียมแปลงปลูกควรไถพรวนดินให้ลึกประมาณ 20-30 เซนติเมตร ปรับหน้าดินให้เรียบ ใส่ปุ๋ยคอกเก่าหรือปุ๋ยหมักอัตรา 1-2 ตันต่อไร่ แล้วคราดให้เรียบอีกครั้ง

การเตรียมท่อนพันธุ์ควรเลือกท่อนพันธุ์ที่สมบูรณ์ แข็งแรง ปราศจากโรคและแมลง ตัดท่อนพันธุ์ให้มีความยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ให้มีตาหรือข้อประมาณ 3-4 ข้อ

การปลูกควรปลูกในช่วงที่มีฝนตกชุก ระยะปลูกระหว่างต้น 20-30 เซนติเมตร ระยะระหว่างแถว 50-60 เซนติเมตร ปลูกโดยการฝังท่อนพันธุ์ให้ลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตร โดยให้ตาหรือข้อโผล่พ้นดินประมาณ 2-3 ข้อ

การบำรุง ในช่วง 30 วันแรกหลังปลูกควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อต้นมันเทศเริ่มเจริญเติบโตควรให้น้ำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่ออายุ 30 วัน และครั้งที่สองเมื่ออายุ 60 วัน

การกำจัดวัชพืชควรกำจัดอย่างสม่ำเสมอ โดยถอนวัชพืชหรือใช้สารกำจัดวัชพืช

การเก็บเกี่ยว อายุการเก็บเกี่ยวมันเทศประมาณ 100-140 วัน หลังปลูก ต้นมันเทศจะเริ่มเหี่ยวเฉา ใบร่วงหล่น หัวมันเทศจะใหญ่เต็มที่ สามารถใช้มีดหรือเสียมขุดหัวมันเทศขึ้นมาได้

การบำรุงมันเทศ

การบำรุงมันเทศเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดี สามารถทำได้ดังนี้

  • การให้น้ำ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นมันเทศกำลังเจริญเติบโตและระยะออกดอก การให้น้ำอย่างเพียงพอจะช่วยให้หัวมันเทศเจริญเติบโตได้ดี
  • การให้ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยให้เพียงพอ โดยแบ่งใส่เป็น 2-3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่ออายุ 30 วัน ครั้งที่สองเมื่ออายุ 60 วัน และครั้งที่สามเมื่ออายุ 90 วัน ปุ๋ยที่ใช้ควรเป็นปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือปุ๋ยสูตร 16-16-16
  • การกำจัดวัชพืช ควรกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ โดยถอนวัชพืชหรือใช้สารกำจัดวัชพืช วัชพืชจะทำให้แย่งน้ำและอาหารจากต้นมันเทศ
  • การป้องกันโรคและแมลง ควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรคและแมลงควรรีบกำจัดโดยเร็ว

การปลูกมันเทศด้วยสารออร์แกนิคโซลูชั่น

มันเทศเป็นพืชที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทรายที่มีความชื้นสูง ต้องการแสงแดดเพียงพอ การปลูกมันเทศให้ผลผลิตสูง สามารถทำได้ด้วยการใช้สารออร์แกนิคโซลูชั่น "เอแพล้น" ช่วยกระตุ้นการลงหัว และ "บิ๊กไซส" เพิ่มขนาด ขยายหัว

ขั้นตอนการปลูก

  1. เตรียมแปลงปลูก โดยไถกลบดินให้ร่วนซุย ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน
  2. เลือกยอดพันธุ์มันเทศญี่ปุ่นที่แข็งแรง ตัดยอดให้มีความยาวประมาณ 30 เซนติเมตร
  3. ปลูกยอดพันธุ์ลงดิน โดยฝังลึกลงไปประมาณ 3-5 ข้อ 
  4. รดน้ำให้ชุ่มสม่ำเสมอ

การใช้สารออร์แกนิคโซลูชั่น

  1. เอแพล้น ฉีดพ่นทางใบหรือให้น้ำทางราก เพื่อช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของรากและใบ ช่วยให้ต้นมันเทศแข็งแรง ลงหัวดี
  2. บิ๊กไซส ฉีดพ่นทางใบหรือให้น้ำทางราก เพื่อช่วยเพิ่มขนาด ขยายหัวมันเทศให้ใหญ่ขึ้น

คำแนะนำ

  • ควรฉีดพ่นหรือให้น้ำทางราก "เอแพล้น" ทุกๆ 7-10 วัน
  • ควรฉีดพ่นหรือให้น้ำทางราก "บิ๊กไซส" ทุกๆ 15-20 วัน
  • ควรเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่ออายุต้นประมาณ 100-150 วัน

ประโยชน์ของการใช้สารออร์แกนิคโซลูชั่น

การใช้สารออร์แกนิคโซลูชั่น "เอแพล้น" และ "บิ๊กไซส" ช่วยเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของผลผลิตมันเทศได้อย่างชัดเจน ดังนี้

  • ต้นมันเทศมีจำนวนหัวมากกว่าการปลูกแบบปกติ
  • หัวมันเทศมีขนาดใหญ่ขึ้น
  • หัวมันเทศมีรสชาติหวานขึ้น
  • ทนต่อโรคและศัตรูพืชได้ดีขึ้น

วิธีใช้สารออร์แกนิคโซลูชั่น

  1. เอแพล้น อัตราส่วน 100 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทางใบหรือให้น้ำทางราก
  2. บิ๊กไซส อัตราส่วน 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทางใบหรือให้น้ำทางราก


ข้อควรระวัง

  • เก็บให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง
  • ห้ามรับประทาน
  • ห้ามสูดดม
  • ห้ามสัมผัสกับผิวหนังโดยตรง
  • หากสัมผัสกับผิวหนังให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดทันที

แหล่งจำหน่าย

สามารถสั่งซื้อสารออร์แกนิคโซลูชั่น "เอแพล้น" และ "บิ๊กไซส" ได้ที่

  • หสม นาวาสยาม
  • เลขที่ 43 หมู่ 1 ตำบลด่านแม่ละเมา อำเภอเมือง แม่สอด จังหวัดตาก 63110
  • โทรศัพท์ 086-378-3346
  • เว็บไซต์ www.nawasiam.com

หรือตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

กลับ

ปลูกพริก หยิบเงินล้านได้ไม่ต้องรอลุ้น

 


ปลูกพริก สร้างเงินล้านด้วยสารออร์แกนิคโซลูชั่น วันเดอร์ฟูล วินโกรท สามารถทำได้จริงด้วยเคล็ดลับดังต่อไปนี้

  1. เลือกสายพันธุ์พริกที่มีคุณภาพ

การเลือกสายพันธุ์พริกที่มีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปริมาณมาก สายพันธุ์พริกที่เหมาะกับการปลูกเพื่อการค้า ได้แก่ พริกหยวก พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนู และพริกฮาลาเปโน

  1. เตรียมดินและวัสดุปลูก

ดินและวัสดุปลูกที่เหมาะสมจะช่วยให้พริกเจริญเติบโตได้ดี ดินควรมีความอุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำได้ดี และ pH ประมาณ 6-7 วัสดุปลูกที่เหมาะกับการปลูกพริก ได้แก่ ดินร่วนปนทราย แกลบดำ ปุ๋ยคอก และปุ๋ยหมัก

  1. ใส่ปุ๋ยอินทรีย์

ปุ๋ยอินทรีย์จะช่วยบำรุงดินและช่วยให้พริกเจริญเติบโตได้ดี ปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะกับการปลูกพริก ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ

  1. การให้น้ำและแสงแดด

พริกเป็นพืชที่ต้องการน้ำและแสงแดดเพียงพอ การให้น้ำควรให้อย่างสม่ำเสมอ โดยสังเกตจากดินว่าแห้งจึงควรรดน้ำ การให้แสงแดดควรให้อย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อวัน


  1. การป้องกันศัตรูพืชและโรคพืช

ศัตรูพืชและโรคพืชเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในการปลูกพริก ควรหมั่นตรวจดูแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบศัตรูพืชหรือโรคพืชควรรีบกำจัดโดยวิธีที่เหมาะสม

  1. การเก็บเกี่ยว

การเก็บเกี่ยวพริกควรเก็บเกี่ยวเมื่อพริกสุกเต็มที่ การเก็บเกี่ยวที่ถูกต้องจะช่วยให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

สารออร์แกนิคโซลูชั่น วันเดอร์ฟูล วินโกรท เป็นสารบำรุงพืชที่ผลิตจากธรรมชาติ ประกอบด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ช่วยเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของผลผลิต สารออร์แกนิคโซลูชั่น วันเดอร์ฟูล วินโกรท สามารถใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์อื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากปฏิบัติตามเคล็ดลับข้างต้นและใส่สารออร์แกนิคโซลูชั่น วันเดอร์ฟูล วินโกรท จะช่วยให้การปลูกพริกของคุณประสบความสำเร็จและสามารถสร้างรายได้มหาศาลได้

เคล็ดลับเพิ่มเติม

นอกจากเคล็ดลับข้างต้นแล้ว ยังมีเคล็ดลับอื่นๆ ที่จะช่วยให้การปลูกพริกของคุณประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ได้แก่

  • ปลูกพริกในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
  • กำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ
  • ตัดแต่งกิ่งอย่างเหมาะสม
  • ดูแลแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ


ด้วยเคล็ดลับเหล่านี้ การปลูกพริกเงินล้านของคุณจะไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน

สารออร์แกนิคโซลูชั่น วันเดอร์ฟูล ช่วยให้พริกแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันโรคได้ เนื่องจากสารออร์แกนิคโซลูชั่น วันเดอร์ฟูล เป็นสารชีวภัณฑ์ที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อพืช เช่น แบคทีเรียแลคโตบาซิลลัส แบคทีเรียอะซิโดแลคติก และยีสต์ ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของราก ทำให้พืชดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น ส่งผลให้พืชมีสุขภาพแข็งแรงและทนทานต่อโรคและแมลงได้

นอกจากนี้ สารออร์แกนิคโซลูชั่น วันเดอร์ฟูล ยังช่วยกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนพืช เช่น ไซโตไคนิน ออกซิน และจิบเบอเรลลิน ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช ทำให้พืชมีใบที่เขียวเข้ม ลำต้นที่แข็งแรง และดอกที่สมบูรณ์


จากการศึกษาพบว่า การใช้สารออร์แกนิคโซลูชั่น วันเดอร์ฟูล ช่วยให้พริกมีผลผลิตเพิ่มขึ้น 20-30% และลดการระบาดของโรคและแมลงได้ 50-70%

วิธีใช้สารออร์แกนิคโซลูชั่น วันเดอร์ฟูล กับพริก

  1. ผสมสารออร์แกนิคโซลูชั่น วันเดอร์ฟูล กับน้ำในอัตราส่วน 2:1000
  2. ฉีดพ่นสารละลายที่ได้ให้ทั่วต้นพริก โดยฉีดพ่นทุก 7-10 วัน ในช่วงที่พืชกำลังเจริญเติบโต

ข้อควรระวังในการใช้สารออร์แกนิคโซลูชั่น วันเดอร์ฟูล

  • ไม่ควรใช้สารออร์แกนิคโซลูชั่น วันเดอร์ฟูล กับพืชที่เป็นโรคหรือแมลงระบาด
  • ไม่ควรใช้สารออร์แกนิคโซลูชั่น วันเดอร์ฟูล กับพืชที่ใกล้เก็บเกี่ยว

ประโยชน์ของการใช้สารออร์แกนิคโซลูชั่น วันเดอร์ฟูล กับพริก

  • ช่วยเพิ่มผลผลิตของพริก
  • ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของพริก ทำให้พริกทนทานต่อโรคและแมลง
  • ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของพริก
  • ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

สารออร์แกนิคโซลูชั่น วันเดอร์ฟูล ช่วยให้พริกแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันโรคได้ เนื่องจากสารออร์แกนิคโซลูชั่น วันเดอร์ฟูล เป็นสารชีวภัณฑ์ที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อพืช ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของราก ทำให้พืชดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น ส่งผลให้พืชมีสุขภาพแข็งแรงและทนทานต่อโรคและแมลงได้

สารออร์แกนิคโซลูชั่น วินโกรท เป็นสารเร่งการเจริญเติบโตของพืชที่ผลิตจากธรรมชาติ มีส่วนประกอบหลักคือ สาหร่ายทะเล กรดอะมิโน และธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืช ช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี แข็งแรง ทนทานต่อโรคและแมลง และที่สำคัญคือช่วยกระตุ้นการติดดอกและออกผลดกเต็มต้น

กลไกการออกดอกของพืชนั้น เกิดจากการกระตุ้นให้เกิดการแบ่งเซลล์ของตาดอก ซึ่งสารวินโกรทจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการแบ่งเซลล์ของตาดอกได้มากขึ้น จึงช่วยให้พืชติดดอกได้มากขึ้น นอกจากนี้ สารวินโกรทยังช่วยเพิ่มปริมาณสารอาหารที่จำเป็นต่อการออกดอกและติดผล เช่น ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม จึงช่วยให้พืชออกผลดกเต็มต้น

จากผลการทดลองพบว่า การใช้สารวินโกรทสามารถช่วยเพิ่มการติดดอกและออกผลดกของพริกได้ โดยพบว่า พริกที่ปลูกโดยใช้สารวินโกรทจะมีจำนวนดอกมากกว่าพริกที่ปลูกโดยไม่ใช้สารวินโกรท และพริกที่ปลูกโดยใช้สารวินโกรทจะมีผลดกเต็มต้นกว่าพริกที่ปลูกโดยไม่ใช้สารวินโกรท

นอกจากนี้ การใช้สารวินโกรทยังช่วยให้พริกมีรสชาติดีและมีคุณภาพอีกด้วย เนื่องจากสารวินโกรทจะช่วยเพิ่มปริมาณสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาของผลพริก จึงช่วยให้ผลพริกมีรสชาติดีและมีคุณภาพ


วิธีใช้สารวินโกรทในการปลูกพริกนั้น สามารถทำได้โดยผสมสารวินโกรทในน้ำในอัตราส่วน 4-6 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร แล้วฉีดพ่นให้ทั่วต้นพริกทุกๆ 7-10 วัน สามารถใช้ได้ทั้งในระยะเพาะกล้าและระยะปลูก

สำหรับผลพริกที่ได้จากการปลูกโดยใช้สารวินโกรทนั้น สามารถรับประทานได้เหมือนผลพริกที่ปลูกโดยไม่ใช้สารวินโกรท เพราะเป็นสารออร์แกนิคที่ผลิตจากธรรมชาติ ไม่มีสารเคมีตกค้าง จึงปลอดภัยต่อผู้บริโภค

สรุปได้ว่า สารออร์แกนิคโซลูชั่น วินโกรท ช่วยให้พริกติดดอก ออกผลดกเต็มต้น ด้วยพลังลมเบ่ง เนื่องจากสารวินโกรทจะช่วยกระตุ้นการแบ่งเซลล์ของตาดอกและเพิ่มปริมาณสารอาหารที่จำเป็นต่อการออกดอกและติดผล จึงช่วยให้พริกมีดอกและผลดกเต็มต้น นอกจากนี้ การใช้สารวินโกรทยังช่วยให้พริกมีรสชาติดีและมีคุณภาพอีกด้วย

กลับ

วันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2566

ทำไมต้อง...ออร์แกนิค ?

 


พืชออร์แกนิคเป็นพืชที่เพาะปลูกด้วยวิธีธรรมชาติ 100% โดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ใดๆ ในทุกขั้นตอนของการผลิต ตั้งแต่การเพาะเมล็ด การปลูก การเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการแปรรูป จึงเป็นพืชที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

ประโยชน์ของการรับประทานพืชออร์แกนิคมีดังนี้

  • ปลอดภัยต่อสุขภาพ พืชออร์แกนิคไม่มีสารเคมีตกค้าง เช่น ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี ฮอร์โมนเร่งโต หรือสารเร่งการเจริญเติบโต ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ เช่น โรคมะเร็ง โรคภูมิแพ้ โรคระบบประสาท เป็นต้น
  • มีคุณค่าทางโภชนาการสูง พืชออร์แกนิคมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากกว่าพืชที่ปลูกด้วยสารเคมี เช่น วิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระ
  • ดีต่อสิ่งแวดล้อม การปลูกพืชออร์แกนิคช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน ป้องกันการปนเปื้อนของน้ำและอากาศ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ พืชออร์แกนิคยังเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่แพ้สารเคมี หรือผู้ที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น การเลือกบริโภคพืชออร์แกนิคจึงเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของเรา

ตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค ได้แก่

  • ผัก เช่น ผักกาดหอม ผักคะน้า ผักบุ้ง ผักโขม มะเขือเทศ แตงกวา
  • ผลไม้ เช่น แอปเปิ้ล สตรอว์เบอร์รี่ มะม่วง มะละกอ กล้วย
  • เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อหมู
  • ผลิตภัณฑ์นม เช่น นม โยเกิร์ต ชีส
  • ไข่

ผู้บริโภคสามารถหาซื้อพืชออร์แกนิคได้จากร้านค้าทั่วไป หรือร้านค้าออนไลน์ที่จำหน่ายสินค้าออร์แกนิคโดยเฉพาะ

อาหารออร์แกนิค คือ อาหารที่ปลูกหรือเลี้ยงโดยปราศจากการใช้สารเคมีสังเคราะห์ ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยาปฏิชีวนะ ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต และการตัดต่อพันธุกรรม กระบวนการผลิตอาหารออร์แกนิคจะเน้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก ชีวภัณฑ์ และการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ประโยชน์ของอาหารออร์แกนิค มีดังนี้
  • มีความปลอดภัยต่อสุขภาพ เนื่องจากอาหารออร์แกนิคปราศจากสารเคมีตกค้าง จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง
    โรคภูมิแพ้ และโรคอื่นๆ ที่อาจเกิดจากสารเคมี
  • มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เนื่องจากอาหารออร์แกนิคมีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระและสารอาหารอื่นๆ สูงกว่าอาหารทั่วไป
  • ดีต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากกระบวนการผลิตอาหารออร์แกนิคไม่ใช้สารเคมี จึงช่วยลดมลพิษทางอากาศ น้ำ และดิน

อย่างไรก็ตาม อาหารออร์แกนิคก็มีราคาสูงกว่าอาหารทั่วไป เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงกว่า
และผลผลิตที่ได้น้อยกว่า เนื่องจากผลผลิตออร์แกนิคมีความเปราะบางกว่าผลผลิตทั่วไป

ข้อควรระวังในการบริโภคอาหารออร์แกนิค

  • อาหารออร์แกนิคอาจไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีโรคภูมิแพ้บางชนิด เช่น โรคหอบหืด 
  • เนื่องจากอาหารออร์แกนิคอาจปนเปื้อนด้วยสารก่อภูมิแพ้จากธรรมชาติ เช่น ละอองเกสร
  • อาหารออร์แกนิคอาจมีคุณค่าทางโภชนาการน้อยกว่าอาหารทั่วไป หากเกษตรกรไม่ได้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือชีวภัณฑ์ที่เหมาะสม

การปลูกแบบออร์แกนิค คือการเพาะปลูกพืชโดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ใด ๆ
ไม่ว่าจะเป็นยาฆ่าแมลง ยาฆ่าวัชพืช ปุ๋ยเคมี ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต
สารปรับปรุงดิน เป็นต้น แทนที่จะใช้สารเคมีเหล่านี้ เกษตรกรจะอาศัย-
การพึ่งพาธรรมชาติในการช่วยควบคุมศัตรูพืชและโรคพืช
เช่น การใช้พืชหมุนเวียน การปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อตรึงไนโตรเจน
การใช้ปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอก การใช้สารไล่แมลงจากธรรมชาติ เป็นต้น

การกินแบบออร์แกนิค
คือการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่ผลิตจากวัตถุดิบ
ที่ได้มาจากการปลูกแบบออร์แกนิค ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้ออาหารออร์แกนิค
ได้จากร้านค้าทั่วไป ตลาดนัด ฟาร์มออร์แกนิค หรือสั่งซื้อทางออนไลน์

การขายแบบออร์แกนิค

คือการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มที่ผลิตจากวัตถุดิบที่ได้มาจากการปลูกแบบออร์แกนิค

ผู้ประกอบการสามารถขายอาหารออร์แกนิคได้โดยตรงจากฟาร์ม หรือผ่านร้านค้าทั่วไป ตลาดนัด ร้านอาหาร
หรือช่องทางออนไลน์

เกษตรปลอดโรค หมายถึง เกษตรกรรมที่ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ใด ๆ ในการเพาะปลูก เกษตรจึงปลอดโรค

ผู้บริโภคปลอดภัย หมายถึง การที่ผู้บริโภคได้รับอาหารและเครื่องดื่มที่ปลอดภัยจากสารพิษ สารเคมีตกค้าง
สารปนเปื้อนต่าง ๆ การบริโภคอาหารออร์แกนิคเป็นวิธีที่ช่วยให้ผู้บริโภคปลอดภัยจากสารพิษตกค้างได้

การปลูกแบบออร์แกนิค กินแบบออร์แกนิค ขายแบบออร์แกนิค
เกษตรปลอดโภค ผู้บริโภคปลอดภัย ล้วนเป็นแนวทางที่ส่งเสริม
ให้ผู้บริโภคได้รับอาหารและเครื่องดื่มที่ปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง
ส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภคในระยะยาว

นอกจากนี้ การปลูกแบบออร์แกนิคยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เพราะไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ที่อาจปนเปื้อนสู่ดิน น้ำ และอากาศ

ส่งผลให้ระบบนิเวศมีความสมดุลและอุดมสมบูรณ์มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การปลูกแบบออร์แกนิคอาจต้องใช้เวลาและแรงงานมากกว่าการปลูกแบบใช้สารเคมี

เนื่องจากต้องอาศัยการพึ่งพาธรรมชาติในการช่วยควบคุมศัตรูพืชและโรคพืช

ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตอาจสูงกว่าการปลูกแบบใช้สารเคมี จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่เกษตรกรควรได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้สามารถ

ผลิตอาหารออร์แกนิคได้อย่างมีคุณภาพและราคาที่สมเหตุสมผล


ปัจจุบัน ผู้บริโภคชาวไทยให้ความสนใจการบริโภคอาหารออร์แกนิคมากขึ้น 
ส่งผลให้ตลาดอาหารออร์แกนิคมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเกษตรกรที่จะหันมาปลูกพืช
แบบออร์แกนิคเพื่อสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองโดยสรุปแล้ว อาหารออร์แกนิคเป็นทางเลือกที่ดี
สำหรับผู้ที่ต้องการรับประทานอาหารที่ปลอดภัย มีคุณภาพดี และดีต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ควรบริโภค

อาหารออร์แกนิคอย่างเหมาะสม เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด